|
ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้นมา สังคมไทยมีความมีวิตกในเรื่องของการ หลั่งไหลทางวัฒนธรรมตะวันตกที่เริ่มแพร่เข้ามาในประเทศไทยอย่างรุนแรง เยาวชนไทย กำลังจะห่างไกลจากศิลปวัฒนธรรมมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฏศิลป์และ ดนตรีไทยที่กำลังถูกนาฏศิลป์ตะวันตกเข้ามามีบทบาทแทนที่ จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๐๙ ชุมนุมพุทธศาสตร์และประเพณี ร่วมกับชุมนุมศิลปะ การละคร สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เข้าพบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ปรึกษาของชุมนุม และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องของบทบาทและแนวทาง ของนักศึกษาในส่วนของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของไทย "โขนธรรมศาสตร์" จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยหลักการที่ว่า "โขนจะอยู่ได้ก็ด้วยคนดู" เมื่อใดก็ตามที่นักศึกษาเล่นโขนเป็น นักศึกษาก็จะดูโขนเป็น ซึ่งจะถือเป็นการแสดงบทบาทในเชิงอนุรักษ์
หลังจากที่ได้ทำการคัดเลือกและฝึกหัดนักแสดง อย่างจริงจังเป็นระยะเวลาประมาณ ๓ เดือน "โขนธรรมศาสตร์" ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้แสดงโขนถวายหน้าพระที่นั่งในชุด "ศึกนาคบาศ" เป็นครั้งแรก หลังจากนั้น เป็นต้นมาคณะโขนธรรมศาสตร์ก็ได้แสดงโขนชุดอื่นๆ ถวายหน้าพระที่นั่งเรื่อยมา ทั้งยังได้แสดงให้ประชาชนโดยทั่วไปทั้งในพระนครและต่างจังหวัดได้รับชมโดยทั่วกัน
ศ. พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม "อาจารย์หม่อม" ของศิลปะทางโขนละคร ได้แสดงเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์นาฏยศิลป์โดยเฉพาะโขน ดังที่เคยได้กล่าวไว้ในการสัมมนาเรื่องนาฏศิลป์ไทย ของสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23-25 มิถุนายน พ.ศ.2515 ว่า "...ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่านาฏศิลป์ของไทยนั้นมีความหวังอันสมบูรณ์ที่จะสืบเนื่องไปได้ และเป็นสิ่งซึ่งสามารถถ่ายทอดให้แก่เยาวชนยุคปัจจุบันได้ โดยไม่ติดขัดแต่อย่างใดทั้งสิ้น" ซึ่งท่านได้กล่าวถึงความพยายามในการสร้างโขนธรรมศาสตร์โดยใช้เวลากว่า 5 ปี จนมีชื่อเสียงไปทั่ว ท่านได้สร้างทั้งคนเล่น คนชื่นชม และคนดูโขน ดังที่ได้กล่าวไว้ว่า "เรื่องโขนละครดนตรีนี่แต่ก่อนอยู่ในรั้วในวัง อยู่ตามบ้านขุนนางผู้ใหญ่ที่มีฐานะพอ ท่านก็เลี้ยงโขนเลี้ยงละครไว้ ต่อมาท่านเหล่านั้นก็สาบสูญไป แม้แต่ของหลวงก็ไม่มีงบประมาณ จำเป็นต้องเลิก ผมเองเป็นคนคิดว่าแล้วจะเอาเข้าไปอยู่ที่ไหน ออกจากวังออกจากบ้านขุนนางแล้วจะเอาไปไว้ที่ไหน ผมจึงได้เอามาเข้าที่ธรรมศาสตร์ จะอาศัยมหาวิทยาลัยเป็นที่พึ่ง เพราะมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งของคน มีคนมาก มีนักศึกษาผู้ที่สนใจมากมาย และความจริงเมื่อหัดโขนธรรมศาสตร์แล้ว เด็กที่นี่ก็สนใจจริงๆ แล้วก็ออกเล่นโขนได้อย่างดีด้วย ไม่ว่าคุณเสรีจะว่าอย่างไร ผมว่าของผมดี ดีกว่าที่คุณเสรีจะไปหัดได้ในสถานการณ์เดียวกัน ลองเอาคุณเสรีมาหัดโขนที่ธรรมศาสตร์เถอะ ไม่ 3-4 วัน คุณเสรีก็ลงน้ำไป ก็อย่างนี้มันแล้วแต่คน แล้วแต่สถานที่ แล้วแต่บุคคล ก็ในที่สุดเองผมก็ทำไม่สำเร็จ โขนธรรมศาสตร์มีอุปสรรคหลายอย่างหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการสอนหนังสือที่นี่มันเปลี่ยนไป แต่ก่อนเราเคยเรียนกันแบบ 60% เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นหน่วยกิต ผมก็ไม่รู้จะมาสอนหน่วยกิตได้อย่างไรกับโขน เวลาที่จะมาเรียนก็ไม่มี การเรียนหน่วยกิตนี่มันสอบเช้าสอบเย็นไม่มีเวลาเล่น จึงต้องเลิกโขน เลิกแล้วก็มานั่งคิด เป็นอันว่าเราหมดหนทางแล้ว วังเจ้า บ้านขุนนาง กรมศิลปากร มหาวิทยาลัย ก็ทำท่าจะโลเล ก็นึกขึ้นมานะขึ้นมาว่าทุกวันนี้เราเป็นอะไร เราก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่พอสมควร บ้างช่องรึก็ใหญ่โต ผู้คนบริวารก็มาก ทำไมไม่หัดโขนขึ้นในบ้าน มีปี่พาทย์สักวงอย่างที่เขาเคยมีมาก่อน เห็นจะต้องดำเนินการตามนั้นครับ จะต้องเริ่มหัดโขน หัดละคร หัดดนตรีกันขึ้น เพื่อจะรักษาศิลปะเหล่านี้ให้ดำเนินต่อไปเท่าที่จะทำได้" เมื่อสิ้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โขนธรรมศาสตร์ก็เริ่มเลือนหายไปจากสังคมไทย บรรดาศิษย์โขนธรรมศาสตร์รุ่นเก่าได้พยายามรวมตัวกันขึ้นใหม่ อีกครั้ง โดยร่วมมือกับนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน จัดตั้ง "ชุมนุมโขนธรรมศาสตร์" ให้กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยได้มีการเปิด ชุมนุมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๔ จึงเป็นนิมิตหมายอันดีที่ศิลปะทางโขนของไทยโดยฝีมือของเยาวชน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะได้หวนกลับมาสู่สายตา ประชาชนอีกครั้ง เพื่อร่วม อนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะชั้นสูงของชาติ ประกาศความเป็นผู้นำทางด้านนาฏกรรม
หลังจากที่ได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการและสามารถรวบรวมและฝึกหัดจนสามารถออกแสดงได้อีกครั้งแล้ว "โขนธรรมศาสตร์" จึงเป็นกิจกรรมที่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้วัฒนธรรมไทย สืบทอดกันมาหลายยุคจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการมีบทบาทด้านวัฒนธรรมไทย ปรากฏเป็นชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาช้านาน
|